เงื่อนงำ บทกวีที่ไม่ใช่บทกวี”

บัดนั้น..

๐๑..

เพียงลมพัดสะบัดแผ่ว            

พัดผ่านแนวภูหินผา

เสียงสะอื้นครืนครางมา          

พระพายพาน้ำตาริน

๐๒..

เหมือนตกอยู่ในห้วงหาว         

ความปวดร้าวเข้าเกาะกิน

หยาดน้ำตาลงหยดดิน           

เพราะองค์อินสิ้นปรานี

๐๓..

เหล่านางฟ้าก็เย้ยหยัน           

เหล่ากำนัลก็หลบหนี

ได้แต่จ้องมองนที                  

เอื้อนวจีในลำคอ

 

มาบัดนี้..

๐๔..

แสงไฟมีในตัวข้า                   

เริ่มหรี่ล้าและร่อยหลอ

นับหนึ่งใหม่ใครจะรอ            

เหล่าลิ้วล้อบ่อนทำลาย

๐๕..

เหล่าลูกหลานก็แตกแยก        

ให้แทบแทรกแผ่นดินหาย

บ่วงบาปหยาดรอบกาย          

โซ่ตรวนหมายเข้ารัดกุม

๐๖..

วังวนวังเวียงแก้ว                     

เสียงปืนแว่วเข้าเกาะสุม

มวลโรคร้ายเข้ารุกรุม             

ใจกัดกลุ้มคุมครอบงำ

๐๗..

ขยับกายยากแสนเข็ญ              

ความลำเค็ญเข้าตอกย้ำ

ยกมือฝืนขึ้นร่ายรำ                  

คือบาปกรรมที่ทำมา

๐๘..

บาปกรรมคงตามทัน         

หลับตาฝันเห็นป่าช้า

เหล่าวิญญาณของผู้กล้า          

สลอนหน้าเข้าหลอกหลอน

๐๙..

ล้มกายปลงลงเกือกกลิ้ง           

ดั่งผีสิง ณ สิงขร

มวลทาสต่างวิงวอน              

พนมกรร้องอื้ออึง

๑๐..

โพยเทพอยู่บนฟ้า                     

ต่างบิดหน้าท่าขมึง

รอยร้าวรอยคะนึง                   

รอยรัดตรึงไม่เหลือใย

  ๑๑..

พิพัตพงค์ธงชัยเลิศ

ประเสริฐแล้วดั่งแก้วใส

รัฐฐะย่อมมิหวั่นไหว

ครอบครองใจมวลประชา

๑๒..

อาสนภูวฤทธิ์

ฤาลิขิตมวลมหา

สุดท้ายก็แพ้โชคชะตา

ทิ้งขี้ข้าไว้ทุกข์ตรม

๑๓..

กลบทของกวี

คือเสรีที่พร่างพรม

ปลดปล่อยความขื่นขม

ชื่นชมคุณความดี

เสรีภาพที่ยิ่งใหญ่

ฤาใช่ภาพสร้างทางชี้

ปลดปล่อยอารมณ์อันเสรี

ปล่อยบทกวีชี้ส่องทาง..


คำ ดำดิน

(บทกวีที่ไม่ใช่บทกวี)          

Tags